เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 คณะผู้บริหาร และครูจากสถานศึกษาในสังกัด คณะรักกางเขนแห่งจันทบุรีและพันธมิตร 7 โรงเรียน เข้าศึกษาดูงานที่ โรงเรียนดรุณาราชบุรี จ.ราชบุรี โดย เข้าศึกษาการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ซึ่งโรงเรียนดรุณาราชบุรีนำมาใช้ต่อเนื่องประมาณ 3 ปี คณะศึกษาดูงานได้ลงดูห้องเรียนจริงหลายระดับ ตั้งแต่ปฐมวัย ภาษา วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และ AI ไปจนถึงการเชื่อมการศึกษากับสายอาชีพและมหาวิทยาลัย สิ่งที่เห็นจึงไม่ใช่เพียง “กิจกรรมต้นแบบ” แต่คือการเปลี่ยนทั้งระบบ ตั้งแต่ผู้บริหาร ครู ไปจนถึงวิธีที่เด็กเรียนรู้
เมื่อ AI สามารถค้นข้อมูล สรุปบทเรียน เขียนรายงาน และตอบคำถามได้ภายในไม่กี่วินาที โรงเรียนอาจต้องกลับมาถามตัวเองอย่างจริงจังว่า หากยังใช้เวลาไปกับการทำให้เด็ก “จำคำตอบ” เรากำลังเตรียมเด็กสำหรับโลกอนาคต หรือกำลังฝึกทักษะที่เทคโนโลยีทำได้เร็วกว่าเราไปแล้ว การศึกษาในยุค AI ต้องสร้างผู้เรียนให้เป็นคนเก่งและเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
พระสังฆราช ซิลวีโอ สิริพงษ์ จรัสศรี ประมุขสังฆมณฑลราชบุรี มองว่า Active Learning และการพัฒนากระบวนการคิดขั้นสูง เป็นทิศทางของการศึกษายุคใหม่ที่หลายประเทศใช้ในการสร้างคนและนวัตกรรม
บทบาทครูจึงต้องเปลี่ยนจากผู้ถ่ายทอดความรู้ เป็นผู้แนะนำและร่วมพาเด็กผ่านกระบวนการตั้งคำถาม ลงมือทำ และประเมินผลด้วยตัวเอง
ในวันที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น โรงเรียนจึงยิ่งต้องรักษาสมดุลระหว่างความรู้กับความเป็นมนุษย์ ภายใต้แนวคิด “คุณธรรมนำวิชา พัฒนาสุข” เพราะเด็กที่เก่งเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ หากไม่รู้ว่าจะใช้ความรู้อย่างไรและเพื่ออะไร โรงเรียนจะเปลี่ยนไม่ได้ ถ้าคนในโรงเรียนยังคิดแบบเดิม
บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กฤษเจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนดรุณาราชบุรี ระบุว่า หัวใจของการเปลี่ยนโรงเรียนไม่ได้เริ่มจากเทคโนโลยี แต่เริ่มจาก “Mindset” ของผู้บริหารและครู
คำถามต้องเปลี่ยนจาก “วันนี้สอนครบหรือยัง” เป็น “เด็กได้คิดหรือยัง” ครูจึงต้องลดบทบาทการบอกคำตอบ แล้วออกแบบสถานการณ์ให้เด็กตั้งคำถาม ค้นข้อมูล ลงมือทำ และสร้างคำตอบของตัวเอง ขณะที่ผู้บริหารต้องลดช่องว่าง ลงไปทำงานร่วมกับครู และรู้จักเด็กเป็นรายบุคคล
บาทหลวงอภิสิทธิ์มองว่า ความใกล้ชิดเช่นนี้ยังช่วยสร้างความปลอดภัยในโรงเรียน เพราะเมื่อเด็กมีผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้ วินัย คุณธรรม และวิจารณญาณก็จะค่อย ๆ กลายเป็น “เกราะภายใน” ให้เด็กดูแลตัวเองได้ดีขึ้น
ติวเก่ง ไม่เท่ากับคิดเป็น
ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ชี้ว่า การประเมินอย่าง PISA ไม่ได้วัดเพียงว่าเด็กจำอะไรได้ แต่ดูว่าเมื่อเจอสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย เด็กสามารถวิเคราะห์ เชื่อมโยง และแก้ปัญหาได้หรือไม่ ทักษะเช่นนี้สร้างด้วยการติวข้อสอบเพียงอย่างเดียวไม่ได้ Active Learning ที่แท้จริงจึงไม่ใช่การทำให้ห้องเรียนมี “กิจกรรม” มากขึ้น แต่ต้องทำให้เด็ก คิดจริง ทำจริง และแก้ปัญหาจริง
GPAS 5 Steps จึงพาเด็กตั้งแต่การรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ จัดระบบความคิด นำความรู้ไปใช้ สื่อสารเหตุผล ไปจนถึงการประเมินและกำกับตัวเอง
ดร.ศักดิ์สินย้ำว่า โรงเรียนที่มาศึกษาดูงานไม่ควรกลับไปพร้อมการลอกกิจกรรม แต่ควรกลับไปพร้อม “หลักคิด” เพราะแต่ละโรงเรียนมีบริบทต่างกัน สิ่งสำคัญคือ ผู้บริหารต้องออกแบบระบบ ครูออกแบบประสบการณ์ และเด็กเป็นคนสร้างองค์ความรู้ด้วยตัวเองจากดูงาน ต้องกลายเป็นการเปลี่ยนจริง
ซิสเตอร์จำเรียง ถาวรสิน ระบุว่า โรงเรียนในสังกัดคณะรักกางเขนแห่งจันทบุรีทั้ง 7 แห่ง เคยร่วมขับเคลื่อนแนวทางนี้มาก่อน แต่ยังไม่ต่อเนื่องและเกิดขึ้นเพียงบางระดับชั้น การมาศึกษาดูงานครั้งนี้จึงเป็นการกลับไปเริ่มต้นใหม่อย่างเป็นระบบ โดยจะมีการติดตามและประเมินผลว่าทั้ง 7 โรงเรียนขยับจากจุดเดิมไปได้ไกลเพียงใด เป้าหมายไม่ใช่ต้องสำเร็จทั้งหมดในปีเดียว แต่ต้องเห็นความก้าวหน้าจริง และคาดหวังผลที่ชัดเจนภายในประมาณ 3 ปี โลกการศึกษาอาจกำลังมาถึงจุดที่ต้องเลือกให้ชัดว่า เราต้องการสร้างเด็กแบบไหน เด็กที่เก่งในการจำคำตอบ หรือเด็กที่เมื่อไม่มีใครบอกคำตอบแล้ว ยังสามารถคิดต่อได้ด้วยตัวเอง เพราะในโลกที่ AI อาจรู้มากกว่าเด็ก และตอบเร็วกว่าเด็กแทบทุกเรื่อง สิ่งที่โรงเรียนต้องสร้างจึงไม่ใช่การแข่งขันด้านปริมาณความรู้ แต่คือความสามารถในการตั้งคำถาม ตรวจสอบข้อมูล คิดเป็นระบบ ตัดสินใจอย่างมีเหตุผล และรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองเลือก ถ้าโรงเรียนยังเป็นเพียงสถานที่ส่งคำตอบจากครูไปให้เด็ก โรงเรียนอาจกำลังทำหน้าที่ที่เทคโนโลยีทำได้ดีกว่าไปแล้วโรงเรียนจึงต้องเป็นชุมชนหรือสังคมแห่งการเรียนรู้แห่งแรกของผู้เรียนตามปรัชญาที่แท้จริง
แต่ถ้าโรงเรียนเป็นพื้นที่ที่จัดประสบการณ์ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียนให้เด็ก คิดเอง สร้างคำตอบเอง และประเมินตัวเองเป็น ต่อให้โลกมี AI เก่งขึ้นอีกแค่ไหนโรงเรียนก็ยังมีเหตุผลที่จะต้องมีอยู่
การสร้างกระบวนการคิดขั้นสูงเปรียบเสมือนการสร้าง “ความแข็งแกร่งภายใน” ให้เด็ก เมื่อเผชิญแรงกระแทกจากกระแสสังคม ข้อมูล สิ่งยั่วยุ ปัญหา หรือความผิดหวัง เด็กจะสามารถตั้งหลัก วิเคราะห์ แยกแยะ และตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ดังนั้น เป้าหมายของการศึกษาจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การทำให้เด็ก “รู้มาก” แต่ต้องทำให้เด็ก “คิดเป็น คิดก่อนทำ รู้เท่าทัน และตัดสินใจอย่างมีเหตุผล” เพราะในโลกที่ข้อมูลและกระแสสังคมสามารถเข้าถึงเด็กได้ภายในเสี้ยววินาที “กระบวนการคิด” คือภูมิคุ้มกันสำคัญที่จะติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต
